ปีนี้ตลาดหุ้นที่โดดเด่นที่สุดในโลก หนีไม่พ้น เกาหลีใต้และไต้หวัน สองตลาดที่กำลังกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลกอย่างรุนแรง หากดูผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) จะเห็นภาพชัดเจนมากว่าตลาดหุ้นเกาหลีปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่น +88% ในขณะที่ตลาดหุ้นไต้หวันก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน +49% โดยเฉพาะไต้หวันที่มีหุ้นขนาดใหญ่อย่าง บริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) เป็นแกนหลักของดัชนี และมีน้ำหนักสูงมาถึง 40-45% ของตลาด
สิ่งที่น่าสนใจ คือ การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นทั้งสองประเทศไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ “มาตรการควบคุมตลาด” หรือการห้ามนั่นห้ามนี่ แต่เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของหุ้น นั่นคือ การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน
-สภาพคล่องคือ หัวใจหลักของทุก ตลาดทุน
ไต้หวันเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ความสำคัญกับสภาพคล่องสูงมาก เป็นตลาดที่เปิดรับ Market Maker, Quant Fund และ HFT อย่างชัดเจน เพราะเข้าใจดีว่าเงินลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญกับสิ่งหนึ่งมากที่สุดก่อนตัดสินใจเข้าตลาด นั่นคือ การซื้อได้ และขายได้ อย่างสะดวกและง่ายดาย เพราะไม่มีนักลงทุนรายใด อยากลงทุนในสินทรัพย์ที่เมื่ออยากจะขายแล้ว ขายไม่ได้ หรือขายทีเดียวแล้ว ราคากลับทรุดหนัก ตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำจึงเสียเปรียบโดยธรรมชาติ เพราะเงินก้อนใหญ่ไม่สามารถเข้ามาลงทุนได้เต็มที่ ซึ่งข้อดีถึงดีมาก สำหรับตลาดที่มีสภาพคล่องสูง คือ ต้นทุนการซื้อขายยิ่งต่ำ ความมั่นใจของนักลงทุนยิ่งมาก และเงินทุนต่างชาติยิ่งพร้อมจะไหลเข้า ทั้งหมดนี้ คือเหตุผลที่ไต้หวันพยายามพัฒนาตลาดทุนให้ลึก ให้กว้าง และให้มีผู้เล่นหลากหลาย ไม่ใช่จำกัดบทบาทของผู้เล่นในตลาดจนสภาพคล่องหายไป

ตลาดหุ้นเกาหลี จากการแบนชอร์ตเซลล์ สู่การกลับเข้าหาหลักสากล
ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน ตลาดเกาหลีใต้ เคยถูกยกเป็นตัวอย่างให้กับตลาดหุ้นไทยอยู่บ่อยครั้งว่าการแบนชอร์ตเซลล์คือสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นดีขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาพจริงกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก กล่าวคือ ตลาดหุ้นเกาหลี ไม่ได้ร้อนแรงเพราะการแบนชอร์ตเซลล์ หากแต่กลับมาน่าสนใจ เพราะเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI มีแนวโน้มกำไรเติบโตอย่างรุนแรง สุดท้าย ตลาดเกาหลีเองก็ต้องกลับไปใช้กฎเกณฑ์ที่สอดคล้องกับหลักสากลมากขึ้น เพราะตลาดทุนที่แข็งแรงในระยะยาวต้องอาศัยความโปร่งใส สภาพคล่อง และความเชื่อมั่น ไม่ใช่การควบคุมกลไกตลาดมากเกินไป
เหตุผลที่เงินไหลเข้าตลาดเกาหลีและไต้หวัน
คำตอบสั้นที่สุด คือ ธุรกิจ AI แต่หากขยายให้ชัดขึ้น คือ นักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหา “ประเทศและบริษัท” ที่จะได้ประโยชน์โดยตรงจากคลื่นการลงทุนด้าน AI ตลาดหุ้นไต้หวันมี TSMC ซึ่งเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมชิปโลก เกาหลีมีบริษัทเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยความจำ ชิป และซัพพลายเชนของ AI
.
เมื่อโลกคาดหวังว่า AI จะทำให้ความต้องการชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล กำไรของบริษัทในประเทศเหล่านี้ จึงถูกคาดว่าจะโตแบบก้าวกระโดด และเมื่อกำไรโต หุ้นก็ขึ้น นี่คือหลักการ พื้นฐานของตลาดหุ้นทั่วโลก
ตลาดหุ้นไทย ปัญหาไม่ใช่แค่กฎเกณฑ์ แต่คือการเติบโต
เมื่อหันกลับมาดูตลาดหุ้นไทย ภาพที่เห็นต่างออกไปมาก ประเทศไทยยังเป็นเศรษฐกิจแบบเก่าในหลายมิติ โครงสร้างตลาดหุ้นยังพึ่งพากลุ่มธุรกิจดั้งเดิมจำนวนมาก เช่น พลังงาน ธนาคาร ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภายในประเทศ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ผิด แต่ปัญหา คือ อัตราการเติบโตของกำไรไม่ได้เร่งตัวแบบก้าวกระโดดเหมือนบริษัทเทคโนโลยีในเกาหลีหรือไต้หวัน ดังนั้น ต่อให้มีมาตรการห้ามชอร์ตเซลล์ ห้าม HFT ใส่ให้มี speed bump หรือมีกฎเกณฑ์เพิ่มเติมมากมายที่ตรงข้ามกับตลาดอื่นที่ดีในโลก ก็ไม่ได้เปลี่ยนแกนสำคัญ หรือมีแรงจูงใจให้มาลงทุนมากขึ้น ซึ่งนักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาซื้อหุ้นไทยก็ต่อเมื่อเห็นโอกาสการเติบโตของกำไรที่ชัดเจนต่างหาก
กฏเกณฑ์สวนตลาดโลกในตลาดหุ้นไทยคือเหตุสำคัญที่ให้เงินทุนไม่อยากมาเมืองไทยและผลักธุรกรรมต่างฯไปอยู่ต่างประเทศ เงินทุนไม่ได้ไหลเข้าตลาดหุ้นเพราะตลาดนั้น “ห้ามชอร์ตเซลล์” แต่เงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นเพราะตลาดนั้น “มีของดีให้ซื้อ” ต่างหาก
บทเรียนจากหุ้นที่มีฐานผลิตในไทย แต่ไปลิสต์ในต่างประเทศ
เรื่องนี้เห็นได้ชัดจากบริษัทระดับโลกหลายแห่งที่มีฐานการผลิตสำคัญอยู่ในไทย เช่น Lumentum, Fabrinet, Seagate หรือ Western Digital บริษัทเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ดาต้าเซ็นเตอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล หรือซัพพลายเชนที่ได้รับอานิสงส์จาก AI เมื่อกำไรเติบโต ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นแรง แม้ฐานการผลิตบางส่วนจะอยู่ในประเทศไทยก็ตาม
ประเด็นสำคัญคือ นักลงทุนไม่ได้ซื้อหุ้นเพราะโรงงานอยู่ที่ไหน แต่ซื้อเพราะบริษัทนั้นมีโอกาสเติบโตแค่ไหน มีกำไรเพิ่มขึ้นหรือไม่ และอยู่ในอุตสาหกรรมที่ตลาดโลกกำลังให้มูลค่าสูงหรือเปล่า? สิ่งนี้ สะท้อนว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพทั้งหมด แต่ตลาดหุ้นไทยยังขาดบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สะท้อนธีมการเติบโตระดับโลกได้อย่างเต็มที่
หุ้นขึ้นเพราะกำไร ไม่ใช่เพราะมาตรการควบคุม
สุดท้าย บทเรียนจากเกาหลีและไต้หวันชัดเจนมาก หุ้นจะขึ้นอย่างยั่งยืนได้ ต้องมาจากผลประกอบการ ตลาดจะดึงดูดเงินทุนได้ ต้องมีบริษัทที่กำไรเติบโต และประเทศที่จะเป็นเป้าหมายของเงินลงทุน ต้องมีอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับเมกะเทรนด์ของโลก ขนาดในช่วงที่ตลาดหุ้นโลกเป็นขาขึ้นแรง ตลาดหุ้นไทยยังมีหุ้นขนาดกลางและเล็กจำนวนมากที่ห้ามชอร์ตเซลล์ ห้ามHFT แต่หุ้นเหล่านี้กลับแทบไม่มีสภาพคล่อง ไม่มีคนพูดถึง และไม่มีนักลงทุนสนใจ นั่นเป็นหลักฐานว่า ปัญหาแท้จริงไม่ใช่แค่เรื่องกลไกการซื้อขาย แต่คือการขาดเรื่องราวการเติบโตที่น่าตื่นเต้น
บทสรุปที่ต้องเรียนรู้ของตลาดหุ้นไทย
เกาหลีและไต้หวันกำลังร้อนแรง เพราะอยู่ถูกที่ ถูกเวลา และมีบริษัทที่ได้ประโยชน์จาก AI อย่างชัดเจน ตลาดเหล่านี้ไม่ได้ชนะเพราะปิดกั้นกลไกตลาด แต่ชนะเพราะมีสภาพคล่อง มีอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และมีกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตอย่างโดดเด่น
สำหรับตลาดหุ้นไทย บทเรียนสำคัญคือ หากต้องการให้ตลาดหุ้นกลับมาน่าสนใจในสายตาโลก คำตอบอาจไม่ใช่การเพิ่มข้อจำกัดให้ตลาดมากขึ้น แต่คือการสร้างมีกฏเกณฑ์สากล มีสภาพคล่องที่ดี มีแรงจูงใจให้บริษัทที่ดีสร้างผลประกอบการที่เติบโตได้จริงอยากมาลิสต์ในไทย ไม่ใช่ประกาศไปที่อื่นกันหมด อาทิ เครือ Minor, Bitkub หรือ แม้แต่ If น้ำมะพร้าว ทั้งนี้ ในโลกของตลาดหุ้น กำไรคือแรงผลักดันอันดับหนึ่งของราคา และตลาดที่มีกำไรเติบโต การมีสภาพคล่องสูง คือ ตลาดที่เงินทุนทั่วโลกพร้อมจะวิ่งเข้าไปหาเสมอ
